มุมสลัวๆของหัวใจ ที่แดดส่องไปไม่ค่อยจะถึง (มีเล่าเรื่องเล็กๆบางฉาก) ดอกไม้ในแสงแดด

content and presentation

สองคำนี้ มีหลายคนสับสน หลายคนแยกแยะได้ชัดเจน
และหลายคน ผสมมันออกมาได้อย่างลงตัว

ละครเวทีที่ดีมากหลายเรื่อง เริ่มจากบทที่ดีี
เมื่อได้วิธีการนำเสนอที่ดีสามารถดึงความหมายของบทออกมาได้ ขับเน้นอย่างชัดเจน ละครเรื่องนั้นจะยิ่งดีเลิศขึ้นไปอีก
ในชีวิต.ม.ดูละครมา เพิ่งเจอไม่กี่เรื่อง

ส่วนมากจะหลงทางเอาวิธีการนำเสนอ
เก๋ไก๋ เท่ห์แต่ไม่มีความหมาย สวยแต่รูปจูบไม่หอม
อลังการงานสร้างดาวระยับล้านแปดแสน แต่กลวงโบ๋ ตื้นเขิน

หรือไม่ก็ เนื้อหาข้นเข้ม ประเภท พูดกันโจ้งๆ สดสด ไม่ปรุงแต่ง ล่อกันด้วยเนื้อหา ล้วนๆ เสื้อผ้า หน้าผมไม่ต้อง ฉากแสงสีไม่ต้อง
ถ้าคนเล่นไม่เก่ง พอจะดึงนักแสดงไว้ได้ คนดูก็จะหลับ
(เอาเหอะต่อให้มีวิธีนำเสนอดี แต่เล่นไม่ดีก็หลับ)

ส่วนผสมที่ลงตัวมันช่างยากเย็นนักหรือไง

ดอกไม้ในแสงแดด
จัดอยู่ในประเภท กลมกล่อมลงตัว และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เล็กๆ

 

นพพันธ์ ผู้กำกับและเขียนบท น่าจะเป็นพวกคนรักหนังนอกกระแส เพราะในงานมีกลิ่นอาย หว่อง คาไว แล้วก็ หนังอินดี้ ยกตัวอย่าง การขีดเส้นที่พื้นและผนัง แบ่งเป็นห้องต่างๆ น่าจะได้อิทธิพลจากหนังเรื่องหนึ่ง (โทษทีจำชื่อไม่ได้ ที่นิโคล คิดแมนเล่นด้วย)
แ..ไม่ได้ บอกว่าลอกมานะ เพราะ นพพันธ์ ไม่ได้ลอกจริง แต่พอดูงานรวมๆ แล้วมันได้กลิ่นอายน่ะ ไม่ได้ก๊อปช้อท เหมือนอย่างที่หนังไทยหลายเรื่องเขาทำกัน

เรื่องราวของ เพื่อน 3 คนที่อยู่บ้านเดียวกัน ต่างคนต่างมีหน้าที่การงานและชีวิตรักของตัวเอง แต่บทสรุปของ ทั้งสาม ช่างคล้ายกันเสียเหลือเกิน

ในรอบค่ำวันเสาร์ที่19
นักแสดงสามคน แสดงละครเหมือนไม่ได้แสดง
ความเป็นธรรมชาติมากๆของนักแสดง
ยิ่งขับให้ละครเวทีเรื่องนี้มีกลิ่นอายของภาพยนตร์มากขึ้น
ซึ่งเหมาะสมแล้วกับโรงละครขนาดเล็กๆ ของพระจันทร์เสี้ยว

ถ้าไปเล่นที่กว้างกว่านี้ คงจะเอาไม่อยู่เพราะพลังการแสดงแบบนี้ใช้ไม่ได้กับโรงขนาดใหญ๋ แต่ถ้าเล่นใหญ่ขึ้น ละครก็คงจะเปลี่ยนรูปร่างไปมาก จนจำไม่ได้
เหมือนที่ ตัวละครที่เป็นหมอปรึกษาปัญหาเพศ (วรัญ) พูดว่า
"ของแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่การเอาไปใช้"

นพพันธ์ อาจจะทำได้ดีในเรื่องบทและการกำกับ แต่การแสดงของเขา ยังไม่ดีเท่าที่บทละครเรียกร้อง เพราะเรื่องนี้ 3 คนจะต้องเล่นเป็นอีก18ตัว (อันนี้..วมั่วเอาเพราะขี้เกียจนับ)
นพพันธ์ เล่นแล้วตัวละครยังไม่แยกขาดจากกัน แต่ยังดีที่ เขาเล่นละครแล้วจริง ไม่ได้แสดงแกล้งทำ ถึงไม่ต่างแต่ก็จริงเชื่อได้ว่าเป็นตัวละคร (พวกแสดงหนังมาก่อนมักจะเจอปัญหาแบบนี้เสมอ เพราะหนังเรียกร้องความสมจริงสูง)

 

ผิดกับ อรอนงค์ ไทยศรีวงค์ ที่เธอ เชี่ยวกว่า เล่นละครพระจันทร์เสี่ยว บีฟอร์ มาหลายเรื่อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แค่นี้สบายมาก ยกเว้นตัวละครผมทอง ที่น่าจะมาจากหนังจุงกิงเอกเพรส ของหว่องคาไว ดูยังไงมันก็ไม่เข้ากับเธอ แบบว่าชุดกับผมมันเล่นยากน่ะ ไม่เข้ากัน๊ ไม่เข้ากัน ในบางฉากเธอก็ทำได้ดีมากจนลืมไปเลยว่าเธอคือ
อร ตัวละครอีกตัวที่หลงรักชายที่มีครอบครัวแล้ว
ฉากที่เธอนอนฟังเขาคุยโทรศัพท์กับภรรยา หลังร่วมรักกัน
มันอ้างว้าง โหวงเหวงใจเสียนี่กระไร

ที่โดดเด่นเป็น ม้าตีนปลาย ดาวหาง ผีพุ่งไต้ ของเรื่องนี้เป็น
วรัญญู อินทรกำแหง เป็นนักแสดงที่แ..ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่
ไม่เคยเห็นการแสดงเขามาก่อน แต่เขาก็ทำให้เชื่อได้ตลอดว่ากำลังเล่นอะไร
ความต้องการตัวละครชัดเจนที่สุดในตัวละครสามคน (อันนี้เขาเรียกว่าบทส่งด้วย)

"แผลนี้ ผมไว้ให้เขาดูคนเดียว"

โดนใจ.ม.เสียเหลือเกิน แทบจะลงไปดิ้นพลาดๆ บนตักน้องสาวน่ารักที่นั่งอยู่ด้านล่าง

ช่วงท้ายของเรื่องเมื่อตัวละคร 3 คนต้องปะทะกัน นพพันธ์กำกับไปในทางภาพยนตร์ เรียบขรึม ลึก ไม่โฉ่งฉ่างโครมครามแบบละครเวที ซึ่งอันนี้แมวว่ามัน จืดๆ ไปหน่อย
อันนี้เป็นรสนิยม ใครชอบก็อาจจะบอกว่าเป็นซุปรสดี แต่..วว่าใส่เครื่องปรุงอีกนิดจะโดนใจไม่ใช่น้อย

แต่วิธีกำกับแบบหนังๆกลับได้ผลดีเหลือเกินในฉากสุดท้ายของเรื่องที่ตัวละคร
3 คน ปล่อยอารมณ์ออกมา แล้วซ้อนกับภาพยนตร์บนผนัง เพลง
here come the sun ขึ้นพร้อม subtitle ทีมงานนักแสดง เหมือนดูหนังจบยังไงยังงั้น

ดอกไม้ในแสงแดด เป็นงานกำกับและเขียนบทละครเวทีเรื่องแรกของนพพันธ์
น่าจะเป็นการแสดงตัวตนของคนทำละครเวทีที่รักหนัง เคยทำหนัง เล่นหนังมา
แล้วจับมายำผสม 2 สายพันธุ์ได้ อย่างค่อนข้างลงตัว และมีเอกลักษณ์

ดอกไม้ในแสงแดด ที่ต่อให้อยู่กลางแดดจ้าแค่ไหน ก็มีมุมสลัวอยู่ในใจเสมอ มุมที่หลายคนชอบ หลบเข้าไปเพื่อชื่นชมความเศร้า เหงาหงอย ของตัวเอง

แบบ จำเลยรัก ไง โดนเขาทำร้ายให้เจ็บช้ำ แล้วมีความสุข
อกหัก รักเขาข้างเดียว หารักเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ยิ่งรันทดช้ำยิ่งสุข
อูยยยยยยยย โดนใจเหลือเกิน สวยงามๆๆๆๆๆๆ

เรื่องแบบนี้ถ้าใครทำออกมาไม่ดี จากแสงแดด ก็จะกลายเป็น น้ำเน่าทันที

ที่กระทู้ข้างล่างบอกว่าจะเพิ่มรอบนี่ ใครมีเวลาก็ไปดูนะ

เอาความเหงาเศร้ารัก ฟาดหัวตัวเอง ซัก ชั่วโมงครึ่ง ก็น่าจะทำให้ลืมโลกรอบๆตัวที่วุ่นๆไปบ้าง
ระหว่างที่อยู่ในละครเรื่องนี้ คุณจะได้ทบทวนความจริงของตัวเอง แล้วบางทีมันก็เจ็บปวดกว่าในละครที่เราดูอยู่ตรงหน้าหลายเท่านัก
คุณก็รู้ใช่ม่ะ..ว่า..เหงา..อ้างว้าง .เศร้าเพราะรัก ..มันเป็นยังไง
หุหุหุหุหุ

จากคุณ : ลงหลุม - [ 21 ม.ค. 51 08:21:09 A:58.8.168.22 X: TicketID:166070

----------------------------------------------------------

ดอกไม้ในแสงแดด..เซ็กส์..พื้นที่...มิตรภาพ...กับภาพนำเสนอ (รอบอาทิตย์ที่ 20) 
คุณเคยใช้ “เซ็กส์” เพื่อยืนยันความรักไหม ?
เพื่อพิสูจน์คุณค่าในตัวคุณ...หรือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือผูกมัดใคร...?

เมื่อโดนถามคำถามตรง ๆ แรง ๆ แบบนี้...ฉันไม่รู้จะตอบยังไง
พยายามจะทำเป็นรับได้กับคำถาม แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้..
คำตอบคือ ...เคย ๆๆๆๆ....(กรีดร้องแต่ไม่ให้ใครได้ยินเสียงจากตัวฉัน!!!!)

สองหนุ่มหนึ่งสาว เพื่อนรักที่อยู่ด้วยกัน...หนึ่งหนุ่มหล่อ  ผู้พยายามแสดงว่าไม่เป็นไร  เขารู้ทุกอย่าง เขาเลือกที่จะเก๋..เขาเที่ยว..เขาจีบหญิง....เขารักที่เป็นหว่อง กา ไว..เขารักที่จะเป็นนกไร้ขา….และเขาหมกหมุ่นเกี่ยวกับเซ็กส์!
อีกหนุ่ม..เขาเป็นเกย์....เขามีอาชีพเป็น ด๊อกเตอร์เลิฟ ในโลกไซเบอร์ มีผู้คนมากมายหลากหลายอีเมล์มาปรึกษาเขาเรื่องความรัก..ไม่ใช่สิ เรื่องเซ็กส์ต่างหาก..ไม่ใช่สิ มันพัน ๆ กันอยู่ระหว่างสองสิ่งนี้...เขาคิดว่าเขาอาจกำลังจะโดนแฟนที่เป็นหมอในชีวิตจริงทิ้ง...และเขากำลังต้องการเซ็กส์..เพื่อยืนยันสถานภาพแฟน…เขาพยายามจะไปแสดงสถานภาพจริงในโลกจริงกับแฟนของเขาที่โรงพยาบาล..แต่วิธีการของเขา...มันกลับทำให้เขาบาดเจ็บยิ่งกว่า
หญิงสาว...ผู้มีความฝันและความอยาก  แต่เธอซุก “ความต้องการ” เหล่านั้น ภายใต้ เมคอัฟ  ร้องเท้าส้นสูง และการแสดงออกอย่างควบคุม..เธอแคร์กับสายตาของคนอื่นที่มีต่อเธอโดยเฉพาะผู้ชาย...เธอหลงรักเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ตากล้องที่มีครอบครัวแล้ว...และเธอใช้เซ็กส์เพื่อหวังว่าจะสามารถผูกมัดเขาให้รักเธอได้...

ฉันกำลังพูดถึงสามตัวละครสำคัญในละครเวทีเล็ก ๆ แต่งดงามเรื่องหนึ่ง...ดอกไม้ในแสดงแดด...เขีบนบทและกำกับการแสดงโดยนพพันธ์ บุญใหญ่  นำแสดงโดย นพพันธ์ เองในบทหนุ่มหล่อ...วรัญญู ในบทเกย์หนุ่ม และอรอนงค์ในบทหญิงสาว

ละครพาเราไปไปทำความรู้จักกับสามตัวละครนี้ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังเขาสู่ภาวะวิกฤติของแต่ละคน ผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่ประติดประต่อกัน  จะสลับระหว่าง เส้นเรื่อง กับ ห้วงจินตนาการของของตัวละครแต่ละตัว  ผู้ชมต้องรวบรวมมาเรียงร้อยเข้ากันเอง.....

ละครเรื่องนี้สนุกในการเล่าเรื่อง..ถ้าเป็นละครเรื่องอื่นเล่าด้วยเทคนิคเดียวก็จบแล้ว...แต่เรื่องนี้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องที่มากกว่า1 ในการเล่าเรื่อง 1 ประเด็น...อาจดูฟูมฟาย..หรือบางคนอาจคิดว่าเล่าเยอะแต่ได้น้อย แต่เรากลับคิดว่ามันทำให้เห็นภาวะของตัวละครที่มันไม่อยากจะพูดหรือรับความจริงออกมา ซึ่งสะท้อนภาวะทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคงอย่างยิ่งของตัวละครแต่ละตัว

บางเทคนิคช่วยขับเน้น “ความจริง” ได้มากกว่าการเล่าอย่างสมจริงเสียอีก...เช่นฉากคุยกันฉันท์เพื่อนระหว่างเกย์หนุ่มกับหญิงสาว...พวกเขาพูดแบบตัดอารมณ์คือพูดแบบหุ่นยนต์  แต่พอเรื่องพีค ตัวละครหญิงสาวก็หลุดออกมา
เล่นอารมณ์และพอ เย็นลงแล้ว ก็กลับไปพูดแบบตัดอารมณ์อีกครั้ง...

เธอไม่เคยเป็นเหรอ...เอาละครั้งนี้เราจะพูดกันแบบเปิดอกนะโว้ย แต่ก็ต้องทำใจ อย่าใช้อารมณ์นะโว้ย...แต่เอาเข้าจริง มันก็แบบ ใครจะไปทำได้ฟะ  ก็มันอินนี่..ดีนะ ที่คู่สนทนาเรามันยังควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ไม่งั้นมีเฮ...ฮือ!

จากคุณ : โยคีรำพัน  - [ 22 ม.ค. 51 09:26:31 ] 
--------------------------------------------------------------------------------

ขอปรบมือให้บทที่ดูผ่านการคิดมาแล้วหลายชั้น  ขอบคุณหนังแนว  หนังสือแนว  งานศิลปะแนว  เพื่อนแนว สังคมราตรีแนว ขอบคุณอดีตและคนรักปัจจุบันแนว ของผู้เขียนบทและกำกับ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาจนสร้างสรรค์ผลงานแนวดี ๆ เท่ ๆ อย่างนี้ออกมา...

ขอปรบมือให้ทีมนักแสดงที่ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดี นพพันธ์อาจแบกความกังวลเกี่ยวกับละครที่ไม่ใช่ของตัวละครมามากเกินไป จนต้องไปพยายามด้ายเทคนิค  แต่อย่างว่า กำกับเองเล่นเอง..ยากจะตาย
วรัญญู..แปลกตากว่าที่เคยเห็น  วรัญญูทำได้ดีถึงดีมากบางช่วงขณะที่เล่นคนเดียว..แต่สิ่งที่วรัญญูต้องแก้ให้ได้คือการเล่น รับ-ส่ง กับคนอื่น ๆ มันจริงแล้ว แต่จริงได้มากกว่านี้อีก
อรอนงค์...น่าสนใจมาก กับบทนี้ของเธอ..ดูสนุก กล้า...และจริง...เธอกำลังจะทำให้เราเห็นว่า ที่ผ่านมาที่มีคนกล่าวหาว่าเธอ “มีของแต่เธอใช้ไม่เป็น” นะ คงจะเป็นคำสบประมาสที่ใช้กับเธออีกต่อไป ไม่ได้แล้ว...

ชอบฉากที่เน้นแต่เส้นกับโครงสร้างและแสงที่น้อยนิดที่กลายเป็นความงามและขับเน้นภาวะของตัวละครได้อย่างดี...แม้ว่าจะมีคนบางคนบอกว่ามันมืดเกินไป...แต่เราชอบแบบนี้นะ...เหงามาก

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราเป็นตัวละครแต่ละตัว...และต้องเผชิญกับการก้าวผ่านภาวะที่ไม่มั่นคงทางจิตใจแบบนั้นอย่างโดดเดี่ยว..จะเป็นเช่นไรหนอ....
แต่โชคดี!...ที่ตัวละครทั้งสามเขาอยู่ด้วยกัน...พวกเขามีกันและกัน.....
แต่ละเขามี “มุม” ของแต่ละคนที่จะไม่มีใครเข้าไปก้าวก่ายใน “มุม” หรือ “พื้นที่” ของกัน  แต่ถ้าเมื่อไหร่ ที่แต่ละคนเอามาแชร์ที่ตรงกลาง พวกเขาก็จะเริ่มคุยกัน  เถียงกัน ขัดแย้งกัน...แต่เราในฐานะผู้ชมก็รู้อยู่ว่าพวกเราโคตรรักกันเลย...

(การออกแบบฉาก  ที่ให้ตัวละครแต่ละตัว มีมุมประจำของตนเอง แต่มี เก้าอี้ตรงกลาง เอาไว้มาเจอกัน...เป็นการนำเสนอเรื่อง "พื้นที่" ชัดเจนมาก  พวกเขาเป็นตัวเองเมื่ออยู่ในขอบเขตของตัวเอง  แต่เมื่อพวกเขาออกไปข้างนอก พวกเขาต้องตกแต่งตัวเองตามความเหมาะสมของสถานที่ที่เขาต้องไป...)

นั่นสิ...มิน่าทุกครั้งที่ฉันไม่มั่นคง ฉันจึงรอดมาได้..เพราะฉันยังพอมีเพื่อนดีแบบนี้อยู่บ้างกระมัง...รักเพื่อนจัง

ความรักแม้ไม่ใช่เซ็กส์ แต่ในวัยหนุ่มสาวเช่นนี้  เราแยกมันได้ยากเหลือเกิน 
บนเส้นทางของความสัมพันธ์เราต่างมีพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะที่บังคับให้เราต้องนำเสนอภาพแทนอย่างที่สังคมต้องการ...มันคือกฎ..แต่เราต้องประคับประคองมันไปให้ได้ทั้งสองพื้นที่ใช่ไหม??

ละครไม่ได้จบลงด้วยการตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิตอย่างสูงส่ง...ตัวละครทั้งสามต่างก็ยังต้อง “รักษาตัว” จาก บาดแผลที่ได้รับ จากการผจญภัยเกี่ยวกับรักและเซ็กส์ต่อไป..(แผลจากการตีหัว  แผลจากรองเท้ากัด  รอยลิปติคจากหญิงแปลกหน้า) พวกเขายังเด็กและมีเวลาที่จะเรียนรู้มันอีกมาก...
แต่พวกเขาก็รู้ว่า..มิตรภาพนะงดงามจริง ๆ 

ดอกไม้แม้แตกต่าง แต่เราก็ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้…เหมือนกัน
มาเถอะเพื่อนดอกไม้..เธองามอยู่แล้ว...รู้ตัวไหม
เธอไม่ต้องใช้สิ่งใดมาพิสูจน์คุณค่าในตัวเธอดอกเพื่อนเอ๋ย....

เธอสัมผัสแสงแดดนั่นไหม...บางช่วงมันก็แสนแผดกล้า..
บางครามันลับหาย...จนต้องคิดถึง
และบางครั้งมันช่างแสนอบอุ่นใจ..ยิ่ง

เรายังต้องพึ่งพิงมัน..เพื่อปรุงอาหาร..และเลี้ยงหล่อชีวิตของพวกเราต่อไป....แสงแดด


ปรับปรุงวงเล็บเพื่อความชัดเจนครับ

จากคุณ : โยคีรำพัน  - [ 22 ม.ค. 51 09:27:18 ]
http://topicstock2.pantip.com/topicstock/2008/01/C6257482/C6257482.html

 

ดอกทานตะวันหันตามแสง คนวิ่งหาความรักและความอบอุ่น

ผู้ชายที่ชื่อ ธวัญ นั่งรับรังสีจากแสงจอคอม วันแล้ววันเล่า จนวันหนึ่งแฟนหายไป

ผู้หญิงที่ชื่อ อรนง กำลังมีความลับ - เธอไม่ใช่แฟน...เลยทำแทนไม่ได้

ผู้ชายที่ชื่อ นพ ดำรงชีวิตด้วยการสร้างเปลือกที่ดูดี

เส้นแบ่งเขตระหว่างความรัก ความหลง และความใคร่ – มันช่างบางเหลือเกิน

Sunflower – ดอกไม้ในแสงแดด
การกลับมาของดอกไม้ในแสงแดดละครเรื่องแรกของ นพพันธ์ บุญใหญ่ ในเทศกาลละครกรุงเทพ 2008 “Theatre sparks life” 
 
แสดงโดย
วรัญญู อินทรกำแหง / อรอนงค์ ไทยศรีวงค์ / นพพันธ์ บุญใหญ่ เขียนบท/กำกับโดย นพพันธ์
 
แสดงที่ Crescentmoon space สถาบัน ปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท55  ซอยทองหล่อ
วันแสดง 27 – 30 Nov, 4 – 7 Dec  รอบแสดง วันธรรมดา 19.30 เสาร์ อาทิตย์ 14.30 (เท่านั้น)
ราคาบัตร 300 นักศึกษา 250  จองบัตร  083238519 / 0868141676

Comment

Comment:

Tweet

ดูแล้ว ดูอีกได้

#2 By woman in the moon on 2008-11-18 11:46

big smile

#1 By ChayaLively on 2008-11-17 19:47