This Area is Under Quarantine

reviewed by Kittisak Suwannabokin

For his 3rd feature-length semi-documentary, THIS AREA IS UNDER QUARANTINE, Thunska Pansitthivorakul has furthered his filmmaking from his circle of friends, into the realm of realistic docu-dramas, casting two amateurs to act out their loves, losts, happiness and agonies.

As usual, he takes part in his own film more than other directors do, directing, photographing and giving voice-over. He explores the actors'lives with his camera, lovingly caresses their bodies while asking questions the audience would like to know.

The film is set into three parts, starting with the actors telling their versions of life stories, then one of them, Adec, reveals that he is a Muslim and homosexuality is forbidden. The second act reports two incidents befall the Muslims. Two young homosexuals are hanged for their "crimes" in Iran and over seventy Muslims are suffocated to death at Taak Bai, Narathivas.

The message in the second act is so strong that the third act is welcome as a relief. The two boys alternately act out their love lives before the camera. Their love scene may be shocking to some of the audience and yet, one cannot erase the scene of Taakbai. With THIS AREA, Thunska has created a new area of filmmaking, a quarantine space between naturallism and drama.

บริเวณที่พอใจจะอยู่ภายใต้การกักกัน
บทความโดย กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 2551(หน้า 78-79)
This Area is Under Quarantine-กำกับ ธัญสก พันสิทธิวรกุล
ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับคนทำหนังที่ได้รับรางวัลศิลปาธรด้วยกัน อย่าง เป็นเอก รัตนเรือง วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง และอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักดูหนังจำนวนมากก็คงจะสงสัยว่ ธัญสก พันสิทธิวรกุล เป็นใครมาจากไหน แต่ในแวดวงของหนังสั้นและหนังอิสระชนิดใต้ดิน ชื่อของธัญสก นำหน้าคนอื่น ๆ ไปไกลพอสมควรทีเดียว
ธัญสก เรียนด้านศิลปะ แต่ไม่เคยเรียนด้านภาพยนตร์เลย ทำหนังสั้นควบคู่ไปกับหนังขนาดยาว เคยได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และรางวัลศิลปาธร ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า ตอนนี้เขาก็เป็นที่ยอมรับของสถาบันในเมืองไทยแล้ว

ด้วยความที่ไม่เคยเรียนด้านภาพยนตร์ หนังของธัญสก จึงฉีกรูปแบบของการทำหนังและมีความเป็นตัวตนสูง หลาย ๆ เรื่องก็เป็นเหมือนบันทึกความทรงจำของตนเอง และทุกเรื่อง มีตัวเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วยของการเป็นคนทำ และการเป็นตัวแทนของคนดู

หนังขนาดยาวเรื่องแรกของธัญสก คือ Voodoo Girls(หัวใจต้องสาป) เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมา ความสุข ความเศร้า ความหวังในอนาคต และเหนือสิ่งอื่นใด ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ(ที่น่าจะเรียกว่า)สารคดี ความใกล้ชิดสนิทสนม ทำให้ธัญสก เข้าถึงชีวิตของตัวละครในหนังของเขา และถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนในความหยาบและดิบของหนัง เรื่องที่สอง Happy Berry(สวรรค์สุดเอื้อม) คราวนี้เขยิบออกมาเป็นกลุ่มคนที่ได้รู้จักกัน กลุ่มหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตกันอย่างคุ้มค่า ทั้งการทำงานที่เป็นอิสระของตนเอง และการใช้ชีวิตส่วนตัว

ธัญสกยังมีงานหนังขนาดยาวที่ค้างคาอยู่อีกสองเรื่อง แต่ This Area is Under Quarantine (บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน) ก็เสร็จออกมาก่อน และนำออกฉายในขอบเขตจำกัดที่ไม่กว้างขวาง เช่นที่ โรงละครมะขามป้อม ซึ่งรับคนดูได้เพียงรอบละไม่เกินสามสิบคน พร้อมการพูดคุยกันระหว่างคนทำกับคนดูเมื่อหนังจบ ดูเขาจะมีความสุขกับการฉายแบบนี้มากกว่าเอาไปเข้าฉายในโรงใหญ่ ซึ่งก็คงไม่รับฉายหนังของเขาอยู่แล้ว

เรื่องที่สามนี้ ธัญสกถอยห่างจากตัวเองออกไปอีก ด้วยการทำหนังที่มีการคัดเลือกตัวผู้แสดง ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องให้คนที่เขาเลือกมานั้น แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา และยังต้องแสดงตามบทบาทของหนังที่ตัวเขาเป็นผู้กำหนดให้ด้วย

หนังแบ่งออกเป็นสามช่วงด้วยกัน ถ้าใครเรียนการเขียนบทแบบสามองก์มาก่อน ก็จะสังเกตได้ทันที ธัญสกอาจจะไม่รู้ตัว แต่เขาก็เริ่มหันเข้าหาการทำหนังที่มีรูปแบบที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ทั้งในส่วนของโครงสร้าง และการใช้ผู้แสดงที่ไม่ใช่เพื่อนฝูง ช่วงแรกเป็นการสัมภาษณ์หนุ่มสองคน อเด็ค และเป้ เรื่องราวของความรัก ปัญหาชีวิต และความหวังของทั้งสอง ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของเขาเอง ทั้งสองเป็นเกย์ ผ่านเรื่องรักและร้างมาแล้วตามประสาคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ยังยากที่จะคิดสร้างความสัมพันธ์แบบยั่งยืน และสำหรับอเด็ค มีอีกปัญหาหนึ่งเพิ่มมา คือเขาเป็นมุสลิม

ช่วงที่สอง หนุ่มทั้งสองมานั่งคุยพร้อมกัน พร้อมด้วยเนื้อหาที่ดูเหมือนจะฉีกออกไป เพระกลายเป็นรายงานข่าวหนุ่มเกย์สองคน ถูกตัดสินประหารชีวิตในประเทศอิหร่าน กับภาพเหตุการณ์จากอำเภอตากใบ แต่เมื่อมองดูจริง ๆ แล้ว มันก็คือเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากปัญหาของอเด็คในช่วงแรกนั่นเอง จะเห็นได้ว่านี่คือองก์ที่สอง(Development) ที่เป็นช่วงสำคัญที่สุดของเรื่อง

องก์ที่สามคือการคลี่คลาย อเด็คและเป้ ร่วมแสดงบทที่เป็นเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของทั้งสองคน ซึ่งในตอนแรก ทั้งคู่กก็มีอาการขัดเขินกันอยู่บ้าง เหมือนเป็นการซ้อมการแสดง และมีอาการหลุดกันให้เห็น เช่นตอนที่อเด็คพบว่าคำตอบของเป้ ที่ให้แก่คำถามของเขานั้น ตรงกับที่แฟนตัวจริงของเขาเป๊ะเลย ธัญสกเก็บภาพเหล่านี้ไว้ ปล่อยให้ผู้แสดงทั้งสองคนเป็นไปตามธรรมชาติจริง ๆ โดยไม่ต้องเรียนการแสดงแบบธรรมชาตินิยมกันมาก่อน ความเป็นธรรมชาติในส่วนนี้ ทำให้บทรักของทั้งสองซึ่งตามมาดูน่าเชื่อและเหมือนจริงเป็นอย่างยิ่ง จนอาจจะทำให้คนดูช็อคกันได้

แต่ส่วนที่ช็อคและกลายเป็นภาพติดตาคนดูที่แท้จริงหลังจากหนังจบแล้ว คือภาพเหตุการณ์ที่ตากใบนั่นต่างหาก มันทำให้ภาพการร่วมรักของชายหนุ่มสองคน กลายเป็นการปลดปล่อยความตึงเครียดและทกให้หนังจบลงได้โดยไม่ได้ทำร้ายความรู้สึกของคนดูจนเกินไป คงจะต้องบอกเผื่อเอาไว้หน่อยด้วยว่า สำหรับบางคน ภาพติดตาอาจจะกลายเป็นภาพของผู้ชายสองคนที่ร่วมรักกัน

ในโครงสร้างเก่าแก่นี้ ธัญสกใช้วิธีการนำเสนอซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะส่วนตัวของเขา นั่นคือการเข้าไปมีบทบาทร่วมของตัวเขาเอง ทั้งในฐานะผู้กำกับ ตากล้อง และตัวแทนของคนดู หลายครั้งที่กล้องของเขาจับภาพของผู้แสดงในลักษณะของการ”สัมผัส” ด้วยอารมณ์ผูกพัน(หนังสั้นเรื่องหนึ่งของธัญสก ถ่ายการแข่งขันกีฬาบาสเก็ตบอลครั้งหนึ่ง แต่เราก็เห็นได้ว่า กล้องของเขานั้นใส่ใจกับนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งอย่างออกหน้า) เราจะได้ยินเสียงของเขาพูดคุยซักถามผู้แสดงเป็นระยะ และบ่อยครั้งที่คำถามของเขานั้นคือสิ่งที่คนดูอยากจะรู้

เพลงประกอบมีสองเพลง เพลงหนึ่งเป็นเพลงของโยคีเพลย์บอยในตอนเริ่มต้น เราจะได้ยินเพลงนี้ประกอบภาพอเด็คในอิริยาบถต่าง ๆ มันเป็นเพลงที่บรรยายถึงความรักและความเจ็บปวด ครั้งที่สองเพลงนี้ถูกนำไปใช้ประกอบภาพเหตุการณ์จากอำเภอตากใบ วามหมายของเพลงก็เปลี่ยนไปทันที(เผื่อจะมีใครบางคนลืมไป ชายหนุ่มมุสลิมจำนาวหนึ่ง ถูกทหารจับระหว่างเทศกาลถือศีลอด นำตัวขึ้นรถบรรทุกไปยังที่คุมขัง ในลักษณะให้นอนทับซ้อนกันไป เป็นเหตุให้ตายไปถึงเจ็ดสิบกว่าคน)

ยังไม่มีคำนิยามใดสำหรังหนังของธัญสก ที่จะเหมาะมากไปกว่าสารคดี หรืออาจจะเป็นกึ่งสารคดีสำหรับ “บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน” แต่ธัญสกก็ได้สร้างบริเวณหนึ่งขึ้นมาในโลกภาพยนตร์ เป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างความจริงกับนิยาย ระหว่างความเป็นธรรมชาติกับการแสดง และเป็นบริเวณที่เขาพอใจที่จะจำกัดให้มันอยู่ในที่แคบ ๆ มุมหนึ่งที่มีเฉพาะบางคนเท่านั้นจะไดเข้าถึง

ปัจฉิมลิขิต:ระหว่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Bangkok International Film Festival ที่เพิ่งผ่านไปในปีนี้ ผมได้พบผู้กำกับหนังรุ่มใหม่ของฟิลิปปินส์สี่ห้าคนที่นำหนังของเขามาร่วมฉายด้วย เราคุยกันถึงหนังของเขาที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิทธิได้เข้าฉายตามโรงหนังทั่วไปเลย (ทั้งๆ ที่เรื่องหนึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้คนหลายหลายในโรงหนังแห่งหนึ่ง) โดยเฉพาะเรื่องหนึ่งที่มีความยาวถึงเกือบห้าชั่วโมง คำตอบของพวกเขาก็คือ เขายินดีที่จะจำกัดหนังของเขาให้อยู่เพียงในบริเวณของงานเทศกาลต่าง ๆ ตราบใดที่เขายังสามารถทำหนังอย่างที่เขาอยากจะทำได้

MW note: ล่าสุด บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน ได้รับคัดเลือกฉายรอบ International premiere ในเทศกาลหนังนานาชาติร็อตเตอร์ดาม International Film Festival Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนมกราคม ปี 09 คืบหน้าอย่างไร MWจะนำข่าวมารายงานให้ทราบอีกครั้ง

----------------------------------------------------------------------

 

บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน This Area Is Under Quarantine

Directed by Thunska Pansittivorakul  

80 minutes , documentary , colour ,  sound , 2008 (w/Eng sub titled) Camera , editor: Thunska Pansittivorakul

Translated by: Donsaron Kovitvanicha

Cast: Sathit Sobri , Pradit Pradinan

Comment

"With the twist into an unconventional direction, this film has so many things that should have never been linked together. Porn, Gay magazines, memory of ex-lover, immoral affairs, soap love, contemporary gay life, Muslim, the tragic at Tak-Bai, Political conflict in the South, Former Prime Minister Thaksin Shinawatra, reality culture, and truth or lie, but surpisingly they join in the same harmony. While Thunska raises questions about human and obligations, he is also curious and observing both of his actors whether and how much extend they strict to their roles,Which scene is true? Which scene is faked?"

Kriwoot Chulapongsathorn Bioscope Magazine

บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน:เรื่องที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน

โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร (ตัดตอนจากบทความในนิตยสาร ไบโอสโคป ฉบับที่ 81)

กราฟการทำงานของธัญสกเริ่มจากคนที่แทบใช้กล้องไม่เป็นเลย แต่มีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดความรู้สึกหนังสั้น 4 เรื่องแรกเกิดขึ้นเพื่อเยียวยาอาการอกหักครั้งใหญ่ของชีวิต(เรื่องส่วนตัว 2000 , รักเร่ 2000 , for Shiw Ping 2000 และ Sigh เมืองร้าง 2001) จาก สถิติทำหนัง 4 เรื่องใน 1 ปี  ในยุคที่คนไม่นิยมทำหนังสั้น คงพอเดาได้ว่าเขากำลังค้นหาวิธีการทำหนังในแบบของตนเองอย่างตื่นเต้น 

ต่อมาเมื่อลดการหมกมุ่นกับตัวเอง ธัญสกหันมองไปคนรอบตัวแทน เช่น เพื่อนสนิท ในหนังสารคดีขนาดยาว เรื่อง Voodoo Girls (2002) เพื่อนไม่สนิท ในสารคดีขนาดยาว Happy Berry (2004)  และหนังภาคต่อของมันที่ชื่อ  Oops I did it again  แฟนเพื่อน ใน ปฏิกิริยา (2003) และเริ่มตีวงกว้างขึ้นไปยังคนอื่น ๆ โดยเฉพาะคนเพศเดียวกัน เช่น ผู้ชายขายตัว ใน Unseen Bangkok (2004) หรือ ทำหนังอำ ๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่ เสียตัวเพื่อเข้าวงการบันเทิง ใน Life Show (2005) หรือลองเอาเรื่องสั้นมาดัดแปลงบ้าง ได้แก่  ในวันที่ฝนตกลงมาเป็นคูสคูส (2005)ซึ่งมาจากงานของ โตมร ศุขปรีชา  และถือเป็นครั้งสุดท้ายบนจอหนังที่เขาคิดถึงความรักครั้งแรกที่แสนเจ็บปวด 

ในช่วงเวลา 3 ปีนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทอง  เพราะชื่อเสียงเริ่มแพร่หลาย ตัวหนังมีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก รวมทั้งได้รับสิ่งอื่น ๆ  มากมาย  เช่น  รางวัลจากนานาชาติ (ไต้หวัน,ฮ่องกง)  และทุนทำหนังเรื่องใหม่(Heartbreak Pavilion) จากเทศกาลหนัง เมืองปูซาน  รวมทั้งข่าวคราวหนาหูว่าเขากำลังทำสารคดีให้วงฟูตอง ซึ่งน่าจะได้ฉายในวงกว้างขึ้น  ถ้ากราฟอาชีพเป็นไปตามฝัน และความคาดหวังของคนรอบข้าง  ธัญสกก็น่าจะ ‘ขึ้นมาบนดิน’ เสียที ด้วยหนัง 2 เรื่องข้างต้น และน่าจะต่อยอดความสำเร็จของหนังอิสระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กรุยทางเอาไว้ แต่เปล่าเลย ทุกครั้งที่สถานการณ์บีบให้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  สัญชาตญาณขบถของเขา  จะทำงานให้ ชีวิตเดินไปในทางตรงกันข้าม เขาพับโปรเจ็คท์ฟูตอง, เลิกทำ Heartbreak Pavilion  และไม่ทำหนังยาวอะไรใหม่ด้วย ใช้ชีวิตอีกสองปีต่อมากับการปั้นเครือข่ายหรือแก๊งของเขาเองในนาม ‘ไทยอินดี้’  ราวกับว่าอยู่ดี ๆ นักมวยก็ลงจากเวทีแล้วหันมาเป็นโปรโมเตอร์มวยแทน สนุกกับเพื่อนใหม่ และออกล่าคนที่มีรสนิยมใกล้เคียง (ทั้งคนทำและคนดู) 

การสร้างชุมชนศิลปะขึ้นมาคงเป็นจุดแข็ง(ผมเดาเอาเอง) ที่ทำให้เขาได้รางวัลศิลปาธรในปี 2007 แต่บอกตามตรงว่าหนังที่เขาลงมือทำในช่วงที่อยู่กลุ่มไทยอินดี้นั้น  แม้จะยังช็อคผู้ชมอยู่เหมือนเดิม  แต่ก็ไม่กินใจหรือมีกลวิธีการสร้างหนังที่ไปไกลกว่า‘ในวันที่ฝนตกลงมาเป็นคูสคูส’อีกแล้ว พูดภาษาชาวบ้านคือซ้ำทาง มากขึ้นเรื่อย ๆ After Shock(2005) เป็นแค่อาการช็อค   You Are Where I Belong To(2006) เป็นจดหมายรักถึงผู้ชายอีกคน Middle-earth(2007) เป็นอีกหนึ่งอาการช็อค  และ  Soak(2008) ก็เป็นอีกจดหมายรักถึงผู้ชายอีกคน

การซ้ำทางหรือการทำหนังที่คงเส้นคงวา แต่ไม่กระแทกใจนั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากนัก เพียงแต่ผมเฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรธัญสกจะระเบิดอีกครั้ง? แล้วการรอคอยก็ประสบผลในปี2008ธัญสกเลิกหมกมุ่นกับไทยอินดี้  (เขาลดมันให้กลายเป็นเว็บไซต์ชุมชนศิลปะ)   สอนหนังสืออย่างจริงจังที่ ม.กรุงเทพ   เริ่มถ่าย Heartbreak Pavilion(เปลี่ยนชื่อเป็น strangers’ Paradise) โดยมีอภิชาติพงศ์เป็นผู้อำนวยการสร้าง รวมทั้งตัดต่อ ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ จนสำเร็จ  (หนังเรื่องนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่สมัย ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายก) 

และสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน   ในหนังของธัญสก  แต่ระเบิดในหนังเรื่องใหม่นี้  ก็คือการมองโลกที่กว้างขึ้น  เพ่งโลกแล้วรายงานเจมส์ เบนนิ่ง นิยามคำว่า ศิลปิน ไว้ว่า “ศิลปินคือผู้ให้ความสนใจกับโลก แล้วรายงานมันออกมา”ซึ่งเป็น ประโยคที่เหมาะสมกับหนังของธัญสกเรื่องใหม่เป็นอย่างดี  การดูหนังของธัญสกก็เปรียบกับการมองโลกผ่านสายตาของคนๆ หนึ่ง จากเด็กไร้เดียงสาเจ้าอารมณ์จนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจโลกมากขึ้น ในหนังยุคแรก ๆ ของธัญสก  เขาไม่สนใจอะไรนอกจากตัวเอง  หมกมุ่นกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง และภูมิใจในการนำเสนอด้านมืดของตน  ต่อมาเขาเริ่มสนใจคนที่คล้ายกับตัว เอง และขยายวงไปเรื่อย ๆ 

เหตุการณ์การพลิกผันทางการเมืองไทยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา  คงเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีให้ศิลปินรุ่นใหม่หันมาใส่ใจโลกรอบตัวในระดับที่กว้าง และลึกขึ้น  ธัญสกจึงกล้าเพ่งมองประเด็นที่เขาไม่เคยคิดนำมาทำหนังเลยอย่าง ‘การเมือง’  ‘ศาสนาอิสลาม’ และ ‘ปัญหาผู้ก่อการร้ายภาคใต้’ แต่คงไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ  จะเปลี่ยนสำนักวิชา แล้วทำหนังแบบไมเคิล มัวร์ ออกมาหรอก  ผมคิดว่าเขาไม่ได้เป็นแค่“ผู้ให้ความสนใจกับโลกแล้วรายงานออกมา”แต่เขาค้นพบ“วิธีให้ความสนใจในแบบของตัวเอง” และ “รายงานมันออกมาในแบบของตัวเอง” 

การนำปัญหาสังคมหนัก ๆ มาปะทะกับเรื่องเซ็กซ์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่นักทำหนังกลุ่มหนึ่งจะอยากนำเสนอแน่ ๆ  แต่สำหรับนักทำหนังอีกกลุ่ม ย่อมเล็งเห็นว่าสิ่งที่ไม่ควรจะนำมาอยู่ด้วยกันนี้  ถ้าเกิดนำมาอยู่ด้วยกันได้แล้ว ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น (พูดอย่างฉาบฉวยคือ “หนังแรงมาก”)  การที่มีโครงสร้างและเนื้อหาที่แหกคอกจากทั้งหนังทั่ว ๆ ไป  และสังคมที่หนังเรื่องนั้น ๆ กำเนิดขึ้น เป็นธรรมชาติของหนังเควียร์(Queer Cinema) อยู่แล้ว ผมไม่อยากใช้คำว่าหนังเกย์(Gay Cinema)  สักเท่าไร เพราะหนังของธัญสกไม่ได้มีแค่เนื้อหาเกี่ยวกับเกย์เท่านั้น แต่ยังมีท่าทีปัญญาชนแหกคอกต่อต้านขนบและโครงสร้าง  ทั้งโครงสร้างสังคม  และโครงสร้างของหนังคลาสสิค  ทว่าสิ่งที่ธัญสกมีอยู่ในตัวแต่นักทำหนังสำนักเควียร์คนอื่นน้อยคนนักจะมีก็คือ  ‘ความป๊อป’  หรือความสามารถในการทำหนังที่น่าจะถูกใจคนในวงกว้าง แม้มันจะเป็นหนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องอะไรอย่างเป็นลำดับ แถมยังมีประเด็นล่อแหลมก็ตามประเด็นหลักของ บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน  ก็คือการต่อต้าน  ‘การกักกัน’  มนุษย์  ซึ่งมาในรูปแบบของสถานะต่าง ๆ ที่ครอบงำความเป็นมนุษย์คนหนึ่งเอาไว้ หนังบอกว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มันมีคุณค่าในตัวของมันเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี ชาติ ศาสนา ความเชื่อ คัมภีร์ หรือเพศ มาเป็นตัวกักกัน

ด้วยการหักเรื่องไปในทิศทาง ที่ไม่ควรจะไปในขนบปกติ  ทำให้หนังเรื่องนี้ มีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่ควรจะนำมาต่อเชื่อมเข้าด้วยกัน  ทั้งหนังโป๊  นิตยสารโป๊  ความทรงจำถึงคนรักเก่า  พฤติกรรมนอกใจแบบชั่ว ๆ ความรักแบบน้ำเน่า ชีวิตเกย์ไทยร่วมสมัย ความเป็นอิสลาม  คลิปลับจากเหตุการณ์ตากใบ ปัญหาการเมืองภาคใต้ ปัญหาอันสืบเนื่องจากทักษิณ วัฒนธรรมเรียลิตี้ ความอยากเป็นดาราเฟคหรือจริง แต่มันกลับมาอยู่ในที่เดียวและอยู่ร่วมกันอย่างน่าฉงน  ขณะที่ธัญสกตั้งคำถามถึงมนุษย์  และการเคร่งครัดกับสถานะต่าง ๆ ที่ครอบงำมนุษย์ เขาก็ตั้งคำถาม(และคอยสังเกต) นักแสดงของเขาเองว่า ทั้งคู่จะเคร่งครัดกับบทบาทที่ตัวเองได้รับมากขนาดไหน ฉากไหนคือความจริง ฉากไหนคือสิ่งที่แสร้งทำ

------------------------------------------------------------------ 

 

มัชฌิมโลก Middle-earth Directed by Thunska Pansittivorakul 

8 minutes , experimental , colour ,  sound , 2007 (no dialoque) Camera: Chukiat Wongsuwan Editor: Nontawat Numbenchapol , Panata Ditsuwankul Music: Jukrit Anantakul Cast: Tarueti Sriwattana , Puttithorn Kummak
 

Comment

“I like this film, as I like all Khun Thunska’s films that I have seen, but I like it in a different way, for its formal beauty. It is so chilly, so quiet, so distant, like looking at nude statues, or two dead bodies in a hospital.(One is posed just like the famous picture by David of the assassinated revolutionary Marat). Even the erection section has no erotic charge. The two men sit side by side, not looking at each other, like suspects being questioned in a police station. The erection seems only to say ‘I am not dead’.” 

Professor Benedict Anderson
มัชฌิมโลก Middle-earth โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล 

8 minutes , experimental , colour , sound , 2007 (no dialoque) ถ่ายภาพ: ชูเกียรติ วงศ์สุวรรณ ผู้ช่วยผู้กำกับ: อรรถสิทธิ์ สมชอบ , ศศิกานต์ สุวรรณสุทธิ , พรรณศักดิ์ ทองทั่ว ตัดต่อ: นนทวัฒน์ นำเบญจพล , ปนัฐา ดิษฐสุวรรณกุล ดนตรีประกอบ: จักรกฤษณ์ อนันตกุล ภาพนิ่ง: นนทวัฒน์ นำเบญจพล นักแสดง: ธฤติ ศรีวัฒนะ , พุฑฒิธร คำมาก
คำวิจารณ์ “ผมชอบหนังเรื่องน ี้เช่นเดียวกับที่ผมชอบหนังเรื่องอื่น ๆ ของคุณธัญสกที่เคยดู  แต่สาเหตุที่ชอบเรื่องนี้ผิดแปลกไป  ผมชอบรูปแบบสวย ๆ ของหนัง  มันช่างเย็นเยียบ เงียบเชียบและห่างไกล เหมือนมองดูรูปปั้นหรือร่างไร้วิญญาณสองศพในโรงพยาบาล (ร่างหนึ่งโพสต์ท่าราวกับนักปฎิวัติมารัต ในภาพที่ ฌาค หลุยส์  เดวิด  วาดอีกต่างหาก)  ฉากอวัยวะพศแข็งตัวกลับอ่อนพลังอีโรติค ชายสองคนนั่งติดกัน ไม่มองหน้ากัน เหมือนผู้ต้องสงสัยนั่งเรียงแถวอยู่ในสถานีตำรวจ อวัยวะที่กระตุกตัวตื่นขึ้นก็เหมือนเพียงแต่จะบอกว่า ‘ผมยังไม่ตายครับ’ เท่านั้นเอง”                                                                                                                       ศจ.เบนเนดิก แอนเดอร์สัน นักมานุษยวิทยา และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์

Comment

Comment:

Tweet

อ่า บล็อก ๆ อยู่นี่เองHot! Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile

#1 By design-visual on 2008-11-18 18:45