ดูรอบฉายของหนังเรื่องนี้ได้ ที่นี่ 
Inglourious Basterds
วิจารณ์โดย กิตติภัทท์ ศรีเกริกกริช 

ผลงานลำดับล่าสุดของ ผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่  เรื่องราวของกลุ่มทหารอเมริกันเข้าช่วยเหลือชาวยิวที่ประเทศฝรั่งเศสของกลุ่มนาซีนำโดย อด๊อฟ ฮิตเลอร์ จากเยอรมัน เรื่องราวตลอดทั้งเรื่องแบ่งเป็น  chapter เหมือนเรื่อง kill bill ผลงานของเขาก่อนหน้านี้

เนื้อหาของเรื่องก็เหมือนการตบหน้า ประเทศเยอรมันเข้าฉาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับกลายเป็นการเยินยอตนเองอย่างสนุกสนานของอเมริกาอย่างสวยหรู เรื่องราวหลักๆ เป็นเรื่องของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า โคตรเซียน นำโดยผู้กอง  ซึ่งแสดงโดย แบรด พิทท์ พร้อมด้วยลูกน้อง หลากหลายชนชาติไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส และยิว ซึ่งเกลียด นาซีเข้าไส้ 

 
โดยพวกเขาเหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้กองผู้นำซึ่งสายเลือดอเมริกา  พวกเขาวางแผนฆ่ากลุ่มนาซีให้หมดสิ้นด้วยวิธีการสุดโหดเหี้ยมต่างๆนาๆ  ส่วนอีกฟากหนึ่งที่เควนตินนำมาประกบก็คือหญิงสาวเจ้าของโรงหนังชาวยิวหนึ่งเดียวที่รอดจากการสังหารหมู่ทั้งครอบครัว ที่เรียกได้ว่าบังเอิญกลับมามีโอกาสได้ล้างแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจต่อนาซีที่คร่าชีวิตคนในครอบครัวของเธอ 

เรื่องราวสะท้อนการล่าอาณานิคมผ่านหนัง และ ผ่านประวัติศาสตร์อันน่าโหดร้ายในอดีต นำเสนอการล่าดินแดน และอาณานิคมของกลุ่มนาซีของประเทศเยอรมัน แต่ก็เป็นการล่าอาณานิคมของอเมริกาทางอ้อมเช่นกัน นอกจากหนังจะประณามความโหดร้ายของนาซีแล้ว แต่ในทางกลับกันก็เป็นการชื่นชมในความกล้าหาญและมีน้ำใจของอเมริกา ที่หยิบยื่นมือมาช่วยเพื่อนร่วมโลกด้วยนั่นเอง 

 
แต่ถึงแม้ว่ากลุ่ม โคตรแสบ ของแบรด พิทท์จะโหดเหี้ยมไม่ต่างจากนาซี แต่หนังก็ต้องการบอกเราว่าอเมริกาก็เป็นแค่คนๆหนึ่งเป็นแค่ประเทศๆหนึ่งที่ไม่ได้ดีไปซะหมด ยังมีความโหดร้าย ไม่ต่างกับนาซี แต่ในความเป็นมนุษย์พวกเขาก็พร้อมที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือแด่ผู้ที่ด้อยกว่าผู้ที่ไม่สามารถจะต่อกรกับกลุ่มนาซีได้เลย  

อีกทั้งยังแฝงความ ฉลาด เด็ดเดี่ยว ของตัวละครที่เป็นอเมริกันอยู่เสมอ กลุ่มนาซีของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์นั้น เควนตินทำลายกำแพง ของความโหดร้าย เลือดเย็นออกซะหมด เขาวางให้ลักษณะคาแร็กเตอร์และการแสดงออกของตัวละครดูโหดร้าย แต่ก็แทรกความเป็นตัวตลกเข้าไปได้อย่างแยบยล ซึ่งบางทีเราลืมไปเลยว่าเรากำลังดูหนัง ฌอง อะไรอยู่กันแน่ 

 
พูดถึง ฌองใน  Inglourious Basterds แบ่งออกเป็นหลายฌองผสมผสานกันเต็มไปหมด ทั้งดราม่า แอคชั่น ทริลเลอร์ ตลก แถมยังจะมีกลิ่นของความรักเล็กๆปนมาให้เราลุ้นนิดๆอีกตะหาก เรื่องราวเล่าในลักษณะ classical narrative ทั่วไป แต่ก็ถูกเรียบเรียง เป็น 5 chapter ลำดับเหตุการณ์เล่าเรื่องได้อย่างแยบยล รวมทั้งมีการใช้เทคนิคต่างๆในการเล่าเรื่อง สอดแทรก เช่นการขึ้นชื่อ ตัวละคร ที่ตัวนักแสดง การเล่าเรื่องย้อนหลังแบบกวนๆ ชวนให้เราอมยิ้มไปได้ตลอด 

การถ่ายลักษณะการเคลื่อนกล้องโดยส่วนตัวชอบมากๆ การถ่ายแบบ ลองเทค ตัดสลับ การหมุนกล้องเหวี่ยงๆรอบตัวละคร และมุมมองการถ่ายที่ดูล้ำและใหม่ขัดกับห้วงเวลายุค สมัยฮิตเลอร์ซะเหลือเกิน   ถึงแม้ว่า Inglourious Basterds จะเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์ของเยอรมัน แต่เควนติน ก็ทำให้ตอนจบเป็นเพียงแค่หนังธรรมดาๆเรื่องหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ไม่ตรงกับความจริงในประวัติศาสตร์อยู่บ้าง 

Inglourious Basterds มีลักษณะคล้าย valkily ที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ ที่ฌองของหนังเป็นไปในแบบ ดราม่า และ แอคชั่น โดยท้ายที่สุดเขาไม่สามารถล้มฮิตเลอร์ได้ แต่ในฉบับของ เควนติน ทารันติโน่ เขาต้องการให้หนังเป็นเพียงแค่หนังเท่านั้น เรียกได้ว่าหยิกแกมหยอก แต่ก็สะใจคนดู ที่รู้อยู่แล้วว่าประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร และไม่อาจเปลี่ยนได้ อาจจะมีกัด เยอรมันซะพรุน ทำลายความโหด เลือดเย็น ของฮิตเลอร์ แต่เควนติน ก็ตั้งใจทำให้ Inglourious Basterds เป็นแค่หนังที่ให้ความบันเทิง ถ้าดูแล้วไม่คิดอะไรมาก รับรองได้ว่าชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ความโหด ซาดิสม์ ตอบสนองแฟนๆ และคนดูหนังแนวนี้ได้ดีทีเดียว เควนติน ทารันติโน่ 

                                         
เช็ครอบหนังเรื่องนี้ได้ ที่นี่ 
Coco Avant Chanel
 

วิจารณ์โดย  ธนพัฒน์ ยิ้มน้อย
      สัญลักษณ์สำคัญของความเป็น Coco Chanel อย่างหนึ่งคือ บุหรี่ มันถูกขับเน้นให้เห็นแทบตลอดทั้งเรื่อง  เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวคุณป้าแก และสะท้อนถึงความไม่ยินยอมตกอยู่ภายใต้เงาชายใดได้เป็นอย่างดี ตลอดห้วงเวลาในหนังตั้งแต่ต้นจนจบ เธอสูบบุหรี่ด้วยท่าทีเชิดใส่โลกใบนี้ที่ผู้ชายถือครองเอาไว้ได้อย่างโคตรเท่ห์...ยากจะหาใครเหมือน

      ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องราวของผู้หญิงที่สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ไว้แก่วงการแฟชั่น “COCO CHANEL” โดยได้นักแสดงมากฝีมือ Audrey Tautou มารับบทแสดงนำ หนังไม่ได้มุ่งสะท้อนถึงภาพทางด้านแฟชั่นกับตัว Coco เท่าไรนัก แต่มุ่งเน้นในแง่มุมชีวิตของเธอ สะท้อนเบื้องหลังความสำเร็จที่ได้มาด้วยเรื่องราวหม่นเศร้า ผ่านการต่อสู้และสูญเสีย ดูเป็นเรื่องราวที่รุนแรงอยู่ไม่น้อย สำหรับมนุษย์เพศหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งต้องเผชิญชะตากรรมอย่างค่อนไปในทางโดดเดี่ยว
 

      จะมีจริงหรือไม่ เรื่องราวการปีนป่ายข้ามชนชั้น  ของสาวชนชั้นล่างสู่การเป็นสตรีที่ใครๆต่างก็พากันให้ความสำคัญ หนังเล่าเรื่องตั้งแต่คุณป้าชาแนลแกยังเป็นสาวนักเต้นระบำ  อยู่ในบาร์ห่างไกลกรุงปารีส โดยเธอค่อยๆตะเกียกตะกาย  อาจมีการใช้กายเข้าช่วย เพื่อนำพาเธอไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ภาพอย่างการที่ Étienne Balsan (ชายหนุ่มใหญ่ ผู้ร่ำรวยและนำพา Coco เข้าสู่วงสังคม ผู้มีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตเธออย่างมาก) วิ่งเล่น พูดจาเย้ยหยัน ต่อสตรีที่พบเห็นในเรื่องนั้น รวมไปถึงการแสดงทัศนคติถึงเรื่องการทำงานของผู้หญิงว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม ผู้หญิงควรให้ผู้ชายเป็นฝ่ายดูแล สะท้อนถึงกรอบของสถานะผู้หญิงในช่วงยุคสมัยนั้น ทำให้เห็นว่า สตรีมีสถานะไม่เท่าเทียมกับบุรุษอยู่ในระดับชัดเจน และจุดนี้เป็นข้อเปรียบเทียบต่อทัศนคติและการกระทำของ Coco แสดงถึงความเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้า เป็นการกระทำที่พยายามงัดข้อกับอำนาจของฝ่ายชาย ไม่ว่าจะการแต่งตัว ขี่ม้า การกล้าที่จะนำพาตัวเองมาอยู่ในบ้านของ Balsan หรือจนการเดินทางไปปารีสและยืนหยัดด้วยตนเอง จนกระทั่งประสพความสำเร็จ โดยรวมแล้วนั่นทำให้ภาพลักษณ์ของเธอมองดูเป็นผู้หญิงหัวขบถ มีความเป็นสตรีนิยมอยู่ในตัวสูง เป็นหนังที่สอดแทรกแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจน และแม้ว่าเธอจะหยิบยืมความช่วยเหลือหลายๆอย่างจากผู้ชาย แต่หนังก็ทำให้สถานะของเธอไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่เหนือกว่าของเพศชายในยุคสมัยนั้นเลย อีกทั้งยังนำเสนอตัวละครชายให้ดูไร้อำนาจมากไปกว่าเธอเสียด้วย เช่นการที่ Balsan ไม่ได้ทำงานทำการอะไร หมกมุ่นอยู่แต่ความรื่นเริงและสตรี หรือ Arthur 'Boy' Capel (ชายหนุ่มผู้ถูกนำเสนอภาพให้เป็นเสมือนรักแท้ของ Coco) ที่จำยอมแต่งงานด้วยเรื่องเงินๆทองๆ กับหญิงสาวร่ำรวย แสดงถึงสถานะของเพศชายที่ไม่ได้สูงส่งไปกว่าผู้หญิงเอาเสียเลย หนังไม่ได้มุ่งเน้นความสามารถหรือช่วงชีวิตในวงการแฟชั่นของเธอ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเธอต่อผู้ชายและสภาพสังคม ทำให้เห็นถึงแรงขับภายในตัวตนและแรงบันดาลใจว่าทำไม จึงส่งผลให้เสื้อผ้าของเธอจึงเป็นเช่นนั้น การที่พ่อของเธอมีส่วนในการทำลายชีวิตครอบครัว ผู้ชายที่เธอพบเจอหรือคิดจะมอบหัวใจให้ ก็ไม่สามารถจะพึ่งพิงอะไรได้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่นับถือ ไม่ยอมตกอยู่เป็นเบี้ยล่างให้ผู้ชายกดขี่ นำพามาซึ่งสไตล์ส่วนตัวที่สะท้อนถึงทัศนคติในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ
 

      Tautou สามารถสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของ Coco ได้อย่างดี เธอทำให้ตัวละครซึ่งเป็นมนุษย์ซึ่งเคยมีลมหายใจอยู่จริงบนโลกใบนี้ ดูกลับมามีชีวิตอีกคราหนึ่ง นอกจากภาพภายนอกที่เธอถูก Costume ปั้นแต่งให้ดูเหมือนจริงแล้ว สภาวะอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดภายใน เป็นสิ่งที่ Tautou สื่อสารออกมาได้ดี ทำให้เห็นถึงพัฒนาการตัวละคร จากเริ่มแรกที่ค่อยๆเปลี่ยนไป จนกระทั่งท้ายเรื่องสู่ความเป็น Coco Chanel การแสดงออกที่เด่นชัดคือ การใช้ดวงตาสื่อสาร ในเรื่องนี้เธอสามารถใช้แววตาสะท้อนถึงความเข้มแข็ง ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของบุรษเพศ และความขบถต่อกฏเกณฑ์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวตนเองเธอ สื่อสารออกมาผ่านแววตาบวกกับทัศนคติทางความคิดที่สื่อสารผ่านบทพูดแล้ว ทำให้ดูน่าเชื่อถือในการแสดงเป็น Coco  ได้อย่างงดงาม ในช่วงแรกนอกจากแววตาแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ เธอทำให้รู้สึกว่านี่คือ Coco ที่ผมไม่รู้จัก เธอเป็นใครบางคนบนโลกใบนี้ที่แตกต่างไปจากช่วงท้ายเรื่องไปอย่างมาก ภาพที่ปรากฏในช่วงท้ายเรื่องนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก ที่เห็นหญิงสาวเมื่อต้นเรื่องค่อยๆกลายเป็น เจ้าป้า Chanel ที่รู้จักมักคุ้น ต่อภาพลักษณ์และท่าทางที่เห็นได้ตามนิตยสารหรือภาพจากวงการแฟชั่น การสวมบทบาทเป็นคนดังสักคนหนึ่ง ซึ่งมีภาพตราตรึงในใจผู้คนก็ยากพออยู่ในระดับหนึ่งแล้ว เธอยังสามารถเล่นเป็นแต่ละช่วงวัย โดยการเติบโตขึ้นอย่างมีพัฒนาการในหลายๆด้านไปอีกด้วย เจ๋งโคตร
 
      ความเชื่องช้าและมุ่งเน้นในบางส่วนของชีวิตดูจะโดดเด่นจนชวนหงุดหงิดในบางครา หนังมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เล่าไปตามลำดับขั้นชีวิต น่าสนใจว่าไม่ได้เล่าไปที่ละขั้นละตอน แต่มุ่งเน้นในช่วงชีวิตรักของเธอเป็นแก่นหลัก อย่างที่กล่าวไว้ว่าเพื่อมุ่งไปที่ประเด็นที่มาที่ไปของสไตล์ของตัวเธอ หนังจึงมุ่งเน้นในจุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าเรื่องพัฒนาไปช้า และบางทีมันก็ดูคล้ายหนังรักแบบ Melodrama เรื่องหนึ่ง ที่มีเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น เป็นทั้งจุดดีและข้อด้อยไปได้ในคราเดียวกัน เป็นสไตล์การเล่าเรื่องที่ดูง่ายหน่อยแต่บางทีก็น่าเบื่อ ยังไงซะเมื่อมันเป็นหนังเชิงชีวประวัติ มันก็น่าจะเรียงร้อยให้มันง่ายๆหน่อยแบบที่เป็นนี่ล่ะ

    
 และเมื่อหนังมันเกี่ยวกับดีไซเนอร์คนดังระดับโลกอย่างเธอแล้ว  ก็น่าจะกล่าวถึงการใช้โทนสีออกไปทางอึมครึมในเรื่องสักหน่อย  นอกจากจะเป็นโทนสีที่ค่อนข้างจะเป็นสีประจำแบรนด์นี้อยู่แล้ว ยังเป็นการรับใช้สภาวะอารมณ์ตัวละคร และเนื้อหาชีวิตอันหม่นหมองของเธอไปในตัว  ฉากที่น่าสนใจสำหรับเรื่องสี คือครั้งที่เธอหยิบผ้าสีชมพูขึ้นมา มันสามารถใช้แทนความสดใส ความเป็นผู้หญิง ที่ค่อนข้างจะหาได้ยากในชีวิต ไม่น่าแปลกที่เสื้อผ้าของเธอจึงวนเวียนอยู่กับโทนสีขาวหรือดำเป็นหลักมากกว่า ช่วยแสดงถึงทั้งแง่มุมของความแข็งแกร่งและความเศร้าหม่น มันคือความหมายของสีที่สะท้อนชีวิตซึ่งเราคุ้นตาในผลงานของเธอ

      ในขณะที่ทั้งโลกชื่นชมและยกย่องเธอ หนังเรื่องนี้กำลังค่อยๆเผยให้เราเห็นในต้นตอของความสำเร็จที่เราทั้งหลายชื่นชมกันอยู่  สิ่งที่เธอต้องเผชิญ ต้องต่อสู้ฟันฝ่า และสูญเสีย เป็นความเจ็บปวดของชีวิต  หาใช่ภาพของความสุขสันต์ ทำให้เห็นถึงความพยายามและไม่ท้อถอยต่อโชคชะตา หนังไม่ได้สร้างมาสรรเสริญให้ผู้หญิงคนนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการ มีความสามารถอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เปิดเผยในมุมของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตลำบากแต่เธอมุ่งมั่นและก้าวข้ามผ่านมันมาด้วยตัวเองอย่างไร น่าจะเป็นหนังที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆคนไปเป็นกำลังใจให้ในการดำเนินชีวิต และมุ่งมั่นที่จะทำตามฝัน ไม่ใช่ดูแล้วก็เพ้อเจ้อและใฝ่ฝันจะถือกระเป๋า Chanel เพียงเท่านั้น อาณาจักร Chanel อันยิ่งใหญ่ของเธอไม่ได้ถูกสร้างจากต้นทุนของเม็ดเงินเป็นหลัก แต่มันมาจากต้นทุนของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคือต้นแบบที่ดีสำหรับการเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ที่จะเอาชนะโชคชะตา ไม่ว่าจะเรื่องงานไปจนถึงสถานะทางเพศที่ถูกสังคมตีกรอบไว้
................................................................................ 
ใครอยากเห็น กาเบรียล ชาแนลตัวจริง คลิกลิงค์นี้ครับ 

Top 5 poster (August '09)

posted on 24 Aug 2009 22:24 by micro-wave

โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล 

Black Magic 

ความมหัศจรรย์ของสีดำ คลาสสิค ลึกลับ ชวนค้นหา ไม่จบสิ้นจริง ๆ สำรับสีนี้ และนี่คือใบปิดเซ็ทใหม่ที่ผมยกให้เป็นสุดยอดใบปิดประจำสิงหาคม

1

Anti Christ หนังชิงคานส์ปีล่าสุดของ Lars von Trier ที่คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิง (Charlotte Gainsbourg) เล่าเรื่องคู่สามีภรรยาเพิ่งสูญเสียลูก ก่อนจะหลบไปพักผ่อน แล้วพบว่ารอบ ๆ ที่พักมีบางสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ ใบปิดเลือกภาพสำคัญของเรื่อง การร่วมเพศบนรากไม้ วางบนพื้นดำ มีมือโผล่ยั้วเยี้ย แล้วทับด้วยชื่อเรื่องที่เหมือนเลือดหรือลิปสติกสีแดงซ้อนลงไป ซึ่งส่งผลให้ภาพราวกับการร่วมเพศนี้เป็นพิธีบูชายัญที่ภาพพุ่งสายตาไปสู่ชื่อเรื่องด้านบน อันมีความหมายถึงการต่อต้านพระคริสต์ ผลักเครดิตหนังไว้ขอบบน แล้วเมื่อยิ่งให้พื้นที่ของต้นไม้มากเท่าไหร่ ก็ราวกับธรรมชาติ หรือสิ่งที่เหนือธรรมชาตินั้น ครอบงำ มีอำนาจเหนือเกินความเข้าใจ 

2 

Moon กำกับโดย Duncan Jones เล่าเรื่องของนักบินอวกาศ ที่ต้องถูกทิ้งร้างให้อาศัยอยู่บนดวงจันทร์ ใบปิดเรียบแต่เปี่ยมไอเดีย ด้วยการวางนักบินอวกาศคนนี้ไว้ตรงศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งในนั้นมีลวดลายซ้อนเหลื่อมของวงกลม ซึ่งก่อให้เกิดการสั่นสะเทือน (ไม่เชื่อลองเลื่อนหน้าขึ้นลงดู) ให้ความรู้สึกสับสน ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย และกดให้วัตถุที่อยู่ข้างในยิ่งเล็กลง หดหู่ หรือในอีกนัยหนึ่ง ราวกับการส่งคลื่นสัญญาณ จากดวงจันทร์ที่มีเพียงเขาอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยล้อมรอบคือสีดำมืดสนิทไม่รู้ที่ไป ซึ่งเมื่อวางฟ้อนท์ชื่อเรื่อง Moon ก็ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วว่าวงกลมนี้คืออะไร ใช้ฟ้อนท์ง่าย ดีไซน์ธรรมดา แต่พุ่งพล่านด้วยพลัง ใบปิดหนังเรื่องนี้ยังมีอีกสี่แบบที่ต่างเก๋ไก๋เรียบหรู

 

 

3

Pandorum กำกับโดย Christian Alvart ลูกเรือยานอวกาศ 2 คน ตื่นขึ้นมาโดยไร้ความทรงจำ ไม่รู้ว่าภารกิจที่ต้องทำคืออะไร แล้วลูกเรืออีกกว่าหกหมื่นคนบนยานอวกาศลำมหึมานี้หายไปไหน (หนังมีโปรแกรมเข้าฉายบ้านเรา 24 กันยายนนี้) ใบปิดหนังเรื่องนี้มี 4 แบบ เลือกใบนี้เพราะสะดุดตาที่สุด เป็นภาพร่างกายของตัวอะไรสักอย่าง ต้องแสงไฟตัดกับเงาดำทาบทับ ซึ่งดูประหลาด ลึกลับ เดาอนาคตไม่ได้ เหมือนหนังเรื่องนี้ที่จะค่อย ๆ รู้ ซึ่งกว่าจะกระจ่างชัด เราคนดูคงตกตะลึงกับความแปลกประหลาดของมัน

4 

Saw VI "6 โอกาส 6 บทเรียน 6 ทางเลือก" คือไอเดียหลักของSawภาคนี้ ที่วางโปรแกรมไว้ฮัลโลวีน ใบปิดทยอยออกมาหลากหลายแบบ ผมเลือกใบนี้ที่สวยดีไซน์เรียบ ที่ดูเผิน ๆ อาจไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าคือภาพด้านบนของคนหกคนที่เรียงตัวกัน ถูกจับมัดติดไว้ด้วยกัน บนวงล้อที่มีลวดลายเหมือนโหนกแก้มของตุ๊กตาหุ่นเชิดจิ๊กซอว์ เป็นใบปิดที่ใช้มนุษย์มาวางเป็นงานอาร์ต โหดร้าย แต่งดงาม คลุมเครือ และต้องช่างสังเกตจึงจะรอด ช่างเข้ากับคอนเส็ปต์ของ Saw จริง ๆ 

5 

Thirst งานกำกับล่าสุดของ Park Chan Wook ที่คว้า Jury Prize จากคานส์มาได้ กับหนังผีดูดเลือดและบาทหลวง ที่จริง ๆ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้วใน มูวี่ไทม์ แต่เลือกใบนี้มาอีกครั้ง เพราะชอบการรีดีไซน์สำหรับเวอร์ชั่นที่ใช้ในอเมริกา ที่ไอเดียไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ทันทีที่ลบเอาเท้าของหญิงสาวออก (จากที่เคยมีในเวอร์ชั่นเดิม) ก็ทำให้ใบปิดนี้ดูแพงขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าจะใช้คำใดให้ถูกกับความรู้สึกนี้ ถ้าเทียบกับใบปิดเดิม จะพบว่าหนังมันดูกิ๊กก๊อก ง่อย ๆ แต่ใบนี้กลับน่าดู คนสองคนที่ผูกติดห้อยกันไป ลึกลับ ชวนติดตาม